Whynyl EP.5: Matt Maltese – แอปเปิล ความทรงจำ และการยิ้มให้กับวันแย่ ๆ

Click here to read the English version of this article.

ฟ้าหลังฝนของช่วงโควิดที่ผ่านมา คอเพลงทั่วโลกได้ตกหลุมรักกับ Matt Maltese ศิลปินหนุ่มเจ้าของเพลงที่ต้อนรับวันคล้ายวันสิ้นโลกอย่าง As the World Caves In ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกระแสสุด ๆ กับศิลปินอินดี้ดาวรุ่งมากความสามารถคนนี้ ที่มาพร้อมสกิลในการเขียนเพลง เล่นเปียโน และการเดินทางไปแสดงสดข้ามโลก

เจ้าชายแห่งซอฟต์ร็อกคนนี้เดินทางจากบ้านเกิดที่อังกฤษมาแสนไกล เพื่อทัวร์คอนเสิร์ตในทวีปเอเชียและออสเตรเลียเป็นครั้งแรก และมาเยี่ยมประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาไม่ถึงปีหลังจากที่ขึ้นแสดงที่งาน Maho Rasop Festival ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา กลับมาคราวนี้ก็พกผลงานชิ้นล่าสุด กับอัลบั้มเต็มชุดที่ 4 Driving Just To Drive  มาให้แฟน ๆ ชาวไทยได้ฟินกันถ้วนหน้า

คอนเสิร์ตครั้งนี้ Gadhouse มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยสั้น ๆ ก่อนการแสดงหลังเวทีถึงแรงบันดาลใจ ขั้นตอน ความยากง่ายในการทำงาน และแน่นอนจะพลาดไปไม่ได้กับเรื่องราวความรักของเขาและผลไม้(?) ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับ Matt Maltese ให้มากขึ้นกัน !

Welcome to the Gadhouse, baby!

ความประทับใจแรกตั้งแต่ที่ก้าวเท้าเข้าไปหลังเวทีของ Union Hall เราได้เห็นชายหนุ่มผู้มีสายตาอันอบอุ่นพอ ๆ กับแก้วน้ำชาในมือ นั่นทำให้ประหม่าอย่างบอกไม่ถูก (คุณคงไม่อยากขัดจังหวะเวลาน้ำชาของคนอังกฤษหรอกใช่มั้ย ?)

กลับมาไทยครั้งนี้ แน่นอนว่าหลาย ๆ อย่างก็ไม่เหมือนเดิม ซึ่งสิ่งนึงที่ Matt พูดถึงเป็นอย่างแรก ๆ เลยคือ ผลไม้ ! Matt เล่าว่าตอนมาไทยรอบที่แล้ว เขามีเวลาเที่ยวแค่ 36 ชม. กลับมาครั้งนี้ได้อยู่ไทยนานขึ้น ก็เลยตั้งเป้าไว้ว่าจะทานผลไม้ให้ได้มากที่สุด โดยเที่ยวนี้เขาได้ชิมผลไม้สมใจอยาก ได้ลองลิ้มรสแก้วมังกรและมะละกอเป็นครั้งแรก และได้ดื่มน้ำมะพร้าวปั่นแสนรักของเขาอีกครั้งหนึ่ง “กินแล้วรู้สึกเหมือนว่าผมไม่เคยกินมะพร้าวมาก่อนเลยแหละครับ”

มาถึงที่ขนาดนี้ เราก็ไม่ได้มามือเปล่า พกของขวัญน่ารัก ๆ อย่าง Brad Junior in Ivory ติดมือมาด้วย หน้าตาเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียง Brad Retro แบบย่อส่วนแต่จริง ๆ แล้วคือกล่องเพลงที่บรรจุเมโลดี้คุ้นหูอย่าง Hey Jude ของ The Beatles 

Matt เผยว่าเขาก็เป็นแฟนแผ่นเสียงตัวยง จึงไม่แปลกเลยที่อัลบั้มล่าสุดของเขา Driving Just To Drive จะถูกปั๊มลงเป็นแผ่นไวนิล และแผ่นทั้งหมดก็ sold out ไปตั้งแต่เริ่มโชว์ครั้งที่ 3 จากทัวร์ทั้งหมดของเอเชีย และออสเตรเลีย เราเลยแอบถามมาว่ามีแพลนจะผลิตเพิ่มไหม อาจจะเป็นอะไรที่ต่างออกไป อย่างเพลงที่ไม่เคยปล่อยให้ได้ฟังที่ไหนอะไรแบบนั้น เขาตอบกลับมาว่า ก็ดีนะ เพราะตั้งแต่เริ่มทัวร์ Matt ได้รับสิ่งใหม่ ๆ เสมอ จากทุกสถานที่ที่ไป ไม่แน่ว่าปีหน้าอาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสม

Touring Just to Tour

“มันรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก” Matt บอกเรา ทุกครั้งที่เขานึกถึงช่วงเวลาที่ Maho Rasop Festival นั่นคือครั้งแรกเลยที่ Matt ได้มาเอเชีย ความรู้สึกประหลาดใจปนประทับใจที่ตีมวลในอก การได้โชว์ครั้งแรกในเอเชียแต่กลับได้รับเสียงตอบรับที่มากมายเกินใจจะนึกถึง หรือแม้แต่โมเมนต์น่ารัก ๆ ตอนที่ Matt เดินเล่นอยู่ภายในงานแล้วต้องหยุดเดิน เพราะมีแต่คนอยากเข้ามาทักทาย 

“จริง ๆ แล้วผมก็รู้นะว่าเราสามารถฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ แต่มันอดที่จะทึ่งไม่ได้จริง ๆ เมื่อได้รู้ว่าคนทั่วโลกรู้จักเพลงของผม”

พูดถึง setlist ที่จัดมาเพื่อทัวร์ครั้งนี้กันหน่อย มาไกลขนาดนี้อยากรู้ว่าเตรียมอะไรมาโชว์ให้แฟน ๆ ได้ดูกันบ้าง Matt เรียก setlist นี้ว่า “Best of” เป็นเล่าเรื่องราวการนำเสนอตัวตนของ Matt ตั้งแต่เริ่มต้นเดินทางในวงการจนถึงปัจจุบันออกมาได้อย่างดีที่สุด และเพลงเก่า ๆ ที่ไม่เคยเล่นที่ไหน ทำให้การทัวร์ครั้งนี้พิเศษกว่าที่เคย

“ถึงแม้ว่าบางทีผมไม่สามารถเล่นเพลงโปรดให้ทุก ๆ คนได้ แต่ผมจะพยายามนะ !”

เก็บตกเซ็ตลิสต์เต็ม ๆ ของเขาได้ที่เพลย์ลิสต์นี้เลย ! 

มองย้อนกลับแต่ไม่ยึดติด

หนึ่งเดือนก่อนที่ทัวร์ของเขาจะเริ่ม Matt ได้ปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 ของ Matt ในชื่อ Driving Just To Drive ให้แฟน ๆ ทั่วโลกตกหลุมรัก (และร้องไห้ตาม) กันถ้วนหน้า สำหรับเขา อัลบั้มนี้เป็นการพาเราเดินทางกลับสู่อดีต ซึ่งต่างจากอัลบั้มชุดที่แล้ว (Good Morning It’s Now Tomorrow) ที่พูดถึงเรื่องราวของอนาคต เพลงทั้งหมดถูกเขียนขึ้นในฤดูหนาวและอัดเสร็จในฤดูร้อน แต่ละเพลงเหมือนเป็นไทม์แมชชีนที่พาเราท่องความทรงจำในอดีตด้วยซาวน์ที่แสนอบอุ่นราวกับเวทมนตร์เลยทีเดียว

“มันน่าสนใจมาก ๆ ที่มนุษย์ทุกคนมีประวัติศาสตร์ที่ไม่ซ้ำกัน” เขาว่า และในขั้นตอนการสร้างอัลบั้มนี้ Matt ได้เจาะลึกไปถึงประสบการณ์ในอดีตของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำในวัยเด็ก ครอบครัว และความสัมพันธ์ที่เขาเคยมี

ความหลงไหลในอดีตและการเรียนรู้จากประสบการณ์ก่อน ๆ นี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำอัลบั้มนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะในเพลง Museum ที่เนื้อเพลงพูดถึงคนคนหนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะเติบโตขึ้นเท่าไหร่ แต่ตึกรามบ้านช่อง สถานีรถไฟ ผู้คนที่คอยดูเขาเติบโตขึ้นมากลับไม่เปลี่ยนเลย และไม่หายไปไหน อดีตของคนเราก็เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเราทุกคนที่คอยย้ำเตือนถึงเรื่องราวชีวิต บทเรียน ความสุข และความทุกข์ที่หล่อหลอมเราให้เป็นเราในทุกวันนี้ โดยอัลบั้มนี้ Matt ก็อยากจะบอกกับทุกคนว่า ไม่ว่าจะผ่านอะไรมาก็ขอให้มองบวกเอาไว้ เพราะเรื่องราวในอดีตเหล่านี้จะเป็นบทเรียนให้กับคุณในอนาคตนั่นเอง

“เวลาที่เจอเรื่องยากลำบากมันมักจะช่วยเปลี่ยนมุมมองของเรา และเปิดโอกาสให้เราค้นพบตัวเองในแบบที่ดีกว่าเดิม”

สิ่งเล็ก ๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง

ความพิเศษของ Matt Maltese อยู่ที่เนื้อเพลง เขาใช้วิธีบรรจุสิ่งเล็ก ๆ ที่สังเกตได้ในชีวิตประจำวันลงไปในเนื้อเพลงของเขา ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ที่เขากิน หน้าต่างที่เขาเปิด หน้าจอมือถือของเขา เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมา และอีกหลายอย่างที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปเพราะความเคยชิน ซึ่งเทคนิคนี้นี่เองที่ทำให้เราสามารถเห็นภาพที่ชัดเจนและอินไปกับเนื้อเพลงของเขาได้มากขึ้นไปอีก

“ผมว่าชีวิตคือการหาความพิเศษในความธรรมดาครับ” เขาเชื่อว่าเราสามารถเติมเต็มชีวิตได้ด้วยการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ โดย Matt เผยว่าเขาเป็นคนที่คิดมาก และเขามักจะเก็บสิ่งที่เขาสังเกตได้ในแต่ละวันมาคิดต่อ และตีความเพื่อหาความหมายของมัน และสำหรับเขา สิ่งเล็ก ๆ นี่แหละที่มีความหมายแสนยิ่งใหญ่

“เราทุกคนล้วนเปราะบาง”

ถึงแม้ผลงานของเขาจะเขียนมาจากประสบการณ์ส่วนตัว และเต็มไปด้วยเนื้อเพลงที่มีแต่ตัวเขาเองที่สังเกต แฟน ๆ ของเขากลับเข้าถึง และอินกับเพลงของเขาอย่างน่ามหัศจรรย์

“ผู้คนมักจะอินกับเรื่องราวที่เป็นจริง” Matt เผยว่า ไม่เคยพยายามแต่งเพลงให้ผู้คนอิน ความอินมันเป็นอะไรที่พยายามกันไม่ได้ เขาเพียงแค่ถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตของเขาผ่านบทเพลงด้วยความจริงใจ เขาเชื่อว่ายิ่งคุณใส่ความจริงใจลงไปในเพลงของคุณมากเท่าไหร่ ผู้ฟังก็จะยิ่งอินมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่คุณถ่ายทอดจะเป็นเรื่องที่มีแค่คุณที่เก็ท

ทว่ามันคือความจริงใจนี่เองที่เป็นสัญญาณของความเปราะบาง ความเปราะบางที่มนุษย์ทุกคนล้วนมี และเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งการที่เขาร้องเพลงด้วยความจริงใจนี่เอง ที่ทำให้ผลงานของเขาเป็นเซฟโซนให้แฟน ๆ ในยามที่พวกเขาเปราะบาง

ความเปราะบางนี้ถูกถ่ายทอดมาอย่างสวยงามในเพลง But leaving is แทร็กสุดท้ายจากอัลบั้มล่าสุดของเขา โดยเพลงนี้เป็นซอฟต์บัลลาดที่นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความรักได้อย่างน่าสนใจ ที่ว่าความรักไม่ใช่ตัวเลือก และไม่มีใครสามารถเลือกคนหรือเวลาในการตกหลุมรักได้เลย แต่การเลือกจากไปสิใช่

“ความรักเป็นอะไรที่ยากเย็นแต่ก็สวยงามในเวลาเดียวกัน” สำหรับเขา เพลง But leaving is เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกที่หลงไหลแต่ก็น่าเบื่อหน่ายที่หลาย ๆ คน อาจเคยประสบจากความรัก Matt เผยว่ามุมมองที่เขามีต่อความรักนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เขาว่าความรักเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากมี และตลอดช่วงชีวิตของพวกเรา เราอาจจะสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนเป็นร้อย แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ยังไม่มีใครซักคนที่ไขปริศนาสู่ความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบได้ ไม่มีใครตอบได้จริง ๆ ว่าความรักที่เพอร์เฟกต์นั้นได้มาอย่างไร และชิ้นส่วนที่หายไปนี้แหละที่เชื่อมต่อแฟนเพลงกับผลงานของเขาเข้าด้วยกัน

“มีเป็นร้อยล้านชีวิตที่ผ่านมาแล้วบนโลกใบนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าใจมันจริง ๆ”

“คุณมัวทำอะไรอยู่ถ้าไม่หัวเราะ”

อีกหนึ่งความพิเศษในเนื้อเพลงของ Matt ก็คือความขี้เล่นของเขานั่นเอง เขามักจะใช้อารมณ์ขันของเขาในการถ่ายทอดเรื่องราวเศร้า ๆ ให้กลายเป็นเรื่องตลกร้ายได้ในบางที

“ไม่รู้สิครับ ผมว่ามันทำให้ชีวิตน่าสนใจขึ้นนะ” เขาไม่แน่ใจว่ามันมีที่มาจากไหน Matt เล่าว่าเขามักจะใช้อารมณ์ขันในการดำเนินชีวิตของเขา และคติประจำใจนี้ก็เห็นได้ชัดในสไตล์การแต่งเพลงของเขานั่นเอง “บนโลกนี้มีเรื่องแย่ ๆ มากมายที่น่าหัวเราะเยาะใส่นะ ว่าไหม ?” ซึ่งปรัชญาในการใช้ชีวิตของ Matt สามารถสรุปไว้ได้ในเพลง Smile in the Face of the Devil โดยเพลงนี้เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่าไม่ว่าชีวิตจะผ่านเรื่องราวที่แย่ขนาดไหน ขอแค่ให้ยิ้มเข้าไว้แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง 

ความอ่อนไหว จริงใจ และน่าเอ็นดูของ Matt Maltese นี่เองที่ทำให้ใคร ๆ ที่ได้ฟังเพลงของเขาก็ต้องตกหลุมรัก และความรักนี้ก็ชัดเจนมาก ๆ ในคอนเสิร์ต Live in Bangkok ที่ผ่านมา

เราหวังว่าเขาจะกลับมาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง พร้อมกับแฟนเพลงที่หนาแน่นขึ้นกว่าเดิมอีก

Give me 5

ก่อนจากกันไป เรามี 5 โปรเจกต์ของ Matt Maltese ที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ไปลองฟังกัน มาดูกันเลย !

1. In a New Bed – 10”

EP แจ้งเกิดของ Matt ที่ถือว่าเป็นแม่พิมพ์ให้กับผลงานเพลงของเขาที่จะตามมา โดย EP นี้ถือเป็น 4 เพลงที่เต็มไปด้วยความหน่วง ความเศร้าที่ถ่ายทอดออกมาผ่านซอฟต์ร็อกเบา ๆ รวมไปถึงโคฟเวอร์ของศิลปินระดับตำนานอย่าง Leonard Cohen และ EP นี้ ยังเป็นครั้งแรกที่เพลงของเขาได้ถูกปั๊มลงบนแผ่นเสียงอีกด้วย “มันพิเศษมาก ๆ เลยแหละครับ”

2. queen bee – 7”

แผ่นซิงเกิ้ลนี้เป็นโปรเจกต์ที่คอลแล็บกับ Flying Vinyl ที่นำเพลง queen bee และ sad dream จาก EP madhouse มาปั๊มใหม่บนแผ่น 7” สีฟ้าสดใส โดย Matt เล่าถึงที่มาของเพลง queen bee ว่าเพลงนี้เป็นมุกตลกที่ฟังไปฟังมาแล้วเวิคจนต้องเอามาใส่ไว้ใน EP เลยทีเดียว

3. Quiet Recordings – digital EP

EP นี้ปล่อยมาเป็นโปรเจกต์โบนัสสำหรับแฟน ๆ ที่ชื่นชอบอัลบั้มชุดที่ 3 ของเขานั่นเอง โดยชุดนี้ประกอบไปด้วยเพลงฮิตจากอัลบั้ม Good Morning It’s Now Tomorrow แถมเพลงใหม่ Smile in the Face of the Devil อีกหนึ่งเพลง และเพลง Krakow เวอร์ชั่นบรรเลงเปียโนล้วน ๆ ที่ใครฟังก็ต้องเคลิ้มตามอย่างแน่นอน

4. View from the Bridge (Etta Marcus) – digital EP

Matt เป็นนักแต่งเพลงมือฉมัง และปลายปากกาของเขาก็ได้แต่งเพลงให้กับศิลปินมาแล้วมากมาย ซึ่งหนึ่งในโปรเจกต์ที่เขาได้มีส่วนร่วมในการแต่งเพลงก็คือ EP View from the Bridge ของศิลปินอินดี้สาวจากลอนดอน Etta Marcus นั่นเอง โดยเขาเองก็ได้ไป feature บนเพลง Salt Lake City อีกด้วย “ผมรู้สึกโชคดีมาก ๆ เพราะศิลปินทุกคนที่ผมร่วมงานด้วย ผมอยากร่วมงานด้วยมานานแล้วครับ”

5. Blood, Sweat & Beers: Live At The Drugstore And Poems From The Road – 12”

EP นี้พาคุณย้อนกลับไปสมัย Matt ยังเป็นศิลปินหน้าใหม่ แต่ละเพลงเป็น live recording จากทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเขา ไม่ว่าจะเป็น As the World Caves In และ Strange Time โดยไวนิลชุดนี้ผลิตออกมาแค่ 400 แผ่น และยังมากับหนังสือบทกวีที่เขาเขียนระหว่างทัวร์อีกด้วย Matt เองเป็นคนที่รักในการเขียน และตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เขียนอะไรใหม่ ๆ โดยเขาเผยว่าวันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นงานเขียนประเภทอื่น ๆ จากเขา

คุณสามารถติดตาม Matt Maltese ได้ผ่านช่องทางดังนี้

Facebook

Instagram

Twitter

Spotify

Share the Post:

Related Posts

gadhouse-whynyl-ep6-gangga-kusuma-interview-its-never-easy-vinyl-banner

WHYNYL? EP.6: GANGGA – ไม่ยาก… ถ้าอยากตกหลุมรัก GANGGA

ทำความรู้จักกับ Gangga ศิลปินอินโดนีเซียที่จะมาแชร์เรื่องราวของเขาผ่านอัลบั้ม It’s Never Easy และผลงานคอลแลบกับศิลปินอินดี้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกมากมาย

Read More