Blur – The Magic Whip

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-71d027c709f17a5c68e2c2f3e49bbef2' }}

ถ้าพูดถึงวงในยุค 90’s คุณจะนึกถึงวงอะไรบ้าง Radiohead, Oasis, Pulp, Ash หรือ the verge แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่วงที่เราจะพูดถึง เรากำลังจะพูดถึงวง Blur ที่ตีคู่ (และตีกัน) กับ Oasis มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยสตูดิโออัลบั้มล่าสุดที่มีชื่อว่า The magic whip ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ทิ้งช่วงกับสตูดิโออัลบั้มที่แล้วคือ Think Tank ที่ออกในปี 2003 ถึง 12 ปี ซึ่งนานที่สุดทั้งแต่ blur ทำเพลงออกมาเลยทีเดียว

The magic whip เป็นสตูดิโออัลบั้มที่ 8 ของวง มีทั้งหมด 12 เพลง โดยอัดเพลงทั้งในฮ่องกงและลอนดอน ไอเดียในการทำอัลบั้มนี้เกิดจากวงถูกยกเลิกโชว์กะทันหันที่ญี่ปุ่น ทำให้ไปเที่ยวเล่นอยู่ในฮ่องกง 5 วัน ส่วนชื่ออัลบั้ม The magic whip นั้นมาจากชื่อยี่ห้อพลุในประเทศจีน

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-2b074d7a3e1d66411128b03b4c93463d' }}
{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-02990b7f02c347eec3ac99d24492d6e1' }}

ตัวปกของแผ่นไวนิลเป็นป้ายไฟนีออนสีๆ รูปไอศครีม ล้อมรอบไปด้วยตัวอักษรภาษาจีน ซึ่ง Tony Hung อาร์ตไดเรกเตอร์ของอัลบั้มนี้กล่าวว่า เพราะอัลบั้มนี้อัดที่ฮ่องกงเลยอยากจะให้มี vibe ของความเป็นฮ่องกงที่มีป้ายไฟนีออนเยอะๆ และให้ความรู้สึกเป็นเมืองในตัวของมันเอง ตัวอักษรด้านซ้ายมีความหมายว่า blur ซึ่งก็คือชื่อวง ส่วนด้านขวามีความหมายว่า magic whip ชื่ออัลบั้มนั่นเอง แต่คำว่า whip นี้ไม่ได้หมายถึงวิปครีมนะ whip นี้หมายความว่าแส้ที่ใช้ฟาด เราคิดว่าก็คงอยากจะเล่นคำนั่นแหละ  ส่วนปกด้านหลังเป็นยันต์แปดทิศ ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวจีนที่ใช้สะท้อนสิ่งชั่วร้ายออกไป

ที่แผ่นไวนิล ด้านนึงเป็นรูป Mr.Ok ซึ่งเป็นตัวละครสมมุติที่ Hung สร้างขึ้นมาและปารกฎอยู่ใน lyric mv เพลง go out อีกด้วย ส่วนอีกด้านเป็นชื่อวงและอัลบั้มภาษาจีนเหมือนหน้าปก พื้นหลังสีเหลืองนวล และมีรูปแปดเหลี่ยมล้อมรอบคล้ายยันต์แปดทิศแบบปกหลังนั่นเอง

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-90f09e7e1799636a5c4c47c1d9fec700' }}

เพลงในอัลบั้มนี้ก็ยังคงความเป็นบริทป๊อปอยู่เหมือนเดิม แทรคแรก “lonesome street” เพลงจังหวะกลางๆ ด้วยเสียงกีต้าร์สากๆ หู “go out” เพลงที่จังหวะดูเหมือนจะน่าเบื่อแต่เจือไปด้วยเสียงซินธ์ noise และเสียง distort ของกีต้าร์ “There are too many of us” เปิดเพลงมาด้วยจังหวะมาร์ช กับเสียงร้องที่ดูเหงาๆ แต่เบรกอารมณ์ด้วยครึ่งเพลงหลังที่ทำให้ดูฟุ้งๆ ขึ้นด้วยเสียงซินธ์

ถ้ายังชอบซาวด์แบบ britpop แบบที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 90’s มากนัก อัลบั้มนี้ก็ควรค่าแก่การฟังนะ

อ้างอิง: rollingstone.com, anthonyfalcondesign.co.uk,creativereview.co.uk

You might also like

Gadhouse Collab Project: การร่วมงานกับแบรนด์ และศิลปินจากทั่วโลก เพื่อทดลองทำในสิ่งที่แตกต่าง สดใหม่ และสร้างสรรค์

ตลอดเวลาที่ Gadhouse ได้มุ่งมั่นกับการผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียง เราคิดอยู่เสมอว่าเสน่ห์ของแผ่นเสียงนั้นอยู่เหนือกาลเวลา และเราอยากให้คนจากทุกยุค ทุกวัยมีโอกาสได้สัมผัสถึง

อ่านเพิ่มเติม
Go to top